วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ครูเจี๊ยบครูอาสา เทพธิดาเด็กเร่ร่อน

ไม่ว่าจะผ่านวันครูไปกี่ปี..."ครูเจี๊ยบ" หรือ ครูวรัทยา จันทรัตน์ สังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา ก็ยังคงเป็นครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อนอย่างมุ่งมั่นไม่เสื่อมคลาย

5 ปีที่แล้ว ครูเจี๊ยบเป็นหนึ่งในครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ที่เข้ามาให้การช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการให้การศึกษาเพียงอย่างเดียว

หลายครั้งเธอ ยังมีโอกาสช่วยให้เด็กได้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะขบวนการค้ามนุษย์...แก๊งขอทาน รวมไปถึงไม่ให้เด็กก้าวพลาดเข้าไปในวังวนยาเสพติด

ครูเจี๊ยบ บอกว่า ครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน คือครูที่สอนหนังสือให้กับเด็กเร่ร่อนไร้ที่อยู่ เพื่อให้เด็กเร่ร่อนที่ถูกสังคมมองว่า ไร้ค่า ได้มีความหวัง มีกำลังใจ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับตนเอง

นั่นก็หมายความว่า ครูอาสาฯ จะต้องเสียสละแรงกายแรงใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประคับประคอง ดูแลจิตใจ ให้ความรักความอบอุ่น

" เด็กเร่ร่อนเป็นเด็กที่อยู่ชายขอบของสังคม" ครูเจี๊ยบ ว่า "พวกเขาเหล่านั้น ขาดโอกาสในด้านต่างๆ ขาดปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิต มีปัญหาจากความรุนแรงในครอบครัว ถูกใช้แรงงาน ครอบครัวยากจนอย่างมาก"

ย้อน อดีตไปก่อนหน้านี้ ครูเจี๊ยบทำงานด้านวิชาการ แล้วลาออกมาเรียนต่อปริญญาโท แต่พอได้ฟังจากวิทยุว่าเทศบาลรับสมัครครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ก็สนใจ

เหตุผลสำคัญ ครูเจี๊ยบ บอกว่า อยากช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้มีการศึกษา จะได้มีงานทำ หาเลี้ยงชีพได้

"เมื่อมีความรู้ มีงานทำ ก็มีเงิน...ไม่เป็นภาระของสังคม"

นอกจาก การสอนหนังสือให้เด็กอ่านออกเขียนได้แล้ว ครูเจี๊ยบของเด็กๆ ยังสอนทักษะชีวิต อาทิ ความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ ไม่ทอดทิ้งครอบครัว รวมทั้งสอนเรื่องการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัวให้เด็กอีกด้วย

"เด็กเหล่านี้ จะไม่ค่อยดูแลตนเอง เนื้อตัวดูมอมแมม เล็บยาว ผมยาว เสื้อผ้าสกปรก ทำให้ไม่กล้าเข้าใกล้"

สำคัญที่สุด...การสอนเรื่องทักษะการเอาตัวรอด

"เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยง ทั้งในเรื่องยาเสพติด แก๊งขอทาน แก๊งค้ามนุษย์ ก็จะสอนให้รู้เท่าทัน...ห่างไกลจากสิ่งไม่ดี"

นอกจาก นี้แล้ว ในฐานะเป็นครูยังสนับสนุน ผลักดันให้เด็กมีโอกาสเข้าไปเรียนในโรงเรียนเหมือนกับเด็กอื่นๆ...ส่งเสริม อาชีพ เพื่อให้นำไปประกอบวิชาชีพในอนาคต

"เด็กเร่ร่อนได้รับโอกาสเข้าไปศึกษาในโรงเรียน เด็กเหล่านี้จะตั้งใจเรียนมาก แม้บางคนต้องทำงานไปด้วย...

บางคนแม่ให้ไปขอทานเพื่อเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องขาดเรียนบ้าง แต่ก็หาทางช่วยเหลือ ให้ได้ทำงานและเรียนไปด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียน"



ผ่านมาถึงวันนี้สิ่งที่ครูเจี๊ยบภูมิใจในตัวลูกศิษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก เร่ร่อน ไม่ต่างกับได้เห็นสวนดอกไม้หลากสีสันที่ผลิดอกแข่งขันประชันความสวย เพราะได้เห็นเด็กๆในความดูแลเป็นคนดี รู้จักเสียสละ ช่วยเหลือกัน รู้จักแบ่งปันผู้อื่น

"นอกจากเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เขายังรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มองว่าตัวเองไร้ค่า นี่แหละคือผลสำเร็จที่ตั้งใจว่า...อยากให้เขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง"

ครู เจี๊ยบ บอกอีกว่า การทำงานของครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน นอกจากจะสอนหนังสือแล้ว ยังมีหน้าที่ประสานทางราชการช่วยเหลือให้เด็กมีสถานะบุคคล

"เด็ก เร่ร่อนส่วนใหญ่ไม่มีใบเกิด ก็ต้องสืบค้น ถ้าเด็กพอจะรู้บ้างว่ามีญาติอยู่ที่ไหนบ้าง ก็จะค้นข้อมูล สืบหา บางคนสืบค้นไปจนพบกับครอบครัว เด็กก็สามารถคืนสู่ครอบครัวได้"

หลาย คนอาจจะไม่รู้ว่า...การที่เด็กมีใบเกิดหรือมีบัตรประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการมีเลข 13 หลัก จะทำให้เขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆได้

ทั้งเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย

แม้ว่า ขั้นตอนการทำงาน การสืบค้นข้อมูลจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ...ใช้เวลานาน แต่เมื่อได้เห็นเด็กได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนอื่น หรือเด็กบางคนได้พบญาติพี่น้อง กลับคืนสู่ครอบครัว ไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป ก็เป็นความสุขที่มันอิ่มล้นอยู่ในใจ

ทว่า...การทำงานของครูเจี๊ยบ ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ใช่ว่าจะราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางปัญหาก็แก้ยาก...โดยเฉพาะความไม่เข้าใจของคนในสังคม

"โรงเรียนบางแห่งเมื่อนำเด็กเร่ร่อนไปเข้าโรงเรียน ก็จะถูกมองว่า ครูอาสาฯ นำปัญหาไปให้...เพราะยังมองว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กไม่ดี

บางคนมองเด็กด้วยความรังเกียจ ซึ่งเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจ จึงอยากให้สังคมให้โอกาสเด็กเร่ร่อนเหล่านี้"

ครู เจี๊ยบ ย้ำว่า หากพวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำหน้าที่ของครูอาสาจะสามารถช่วยลดปัญหาสังคมลงได้ส่วนหนึ่ง



ถ้าเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนครูอาสาฯ ให้มีศูนย์เรียนรู้ของเด็กเร่ร่อนในทุกแห่ง เพื่อให้เด็กเร่ร่อนได้มีโอกาสมาเรียนอย่างต่อเนื่อง

และที่ขาดไม่ได้คือ...การสนับสนุนด้านงบประมาณ

" ทั้งๆที่งานเหล่านี้มีส่วนช่วยในการลดปัญหาของสังคม ทำให้กลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง...เป็นคนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ แต่ปัจจุบันเทศบาลแต่ละแห่ง ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้น้อยเหลือเกิน"

ครูเจี๊ยบ ทิ้งท้าย

พลิกแฟ้มข้อมูลผลการศึกษา การกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร ระบุว่า การศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ของคน และรัฐสามารถใช้การขยายโอกาสด้านการศึกษาเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนใน ระยะยาวได้

ดร.วิโรจน์ บอกว่า ปัจจุบันการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษาในแต่ละปี ใช้งบประมาณจำนวนมาก...มากกว่างบด้านสาธารณสุขถึง 2 เท่า

" ที่ผ่านมารัฐก็ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับคนไทยมากขึ้น จากโครงการเรียนฟรีถึงมัธยมปลาย แต่มีคำถามว่า...การใช้จ่ายของรัฐด้านการศึกษากระจายไปยังกลุ่มคนฐานะต่างๆ อย่างไร

และ...คนจนได้ประโยชน์มากกว่าคนรวยจริงหรือไม่"

การ ศึกษาพบว่า การกระจายค่าหัวไปยังโรงเรียนต่างๆ แม้ดูเหมือนว่าค่าหัวจะเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ แต่ค่าหัวดังกล่าวไม่ได้รวมเงินเดือนและงบลงทุน

"ในทางปฏิบัติโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดใหญ่ มักจะได้งบเหล่านี้มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในที่ห่างไกล"

นอกจาก นี้ การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้รับการอุดหนุนจากงบของรัฐในอัตราที่สูงกว่า การศึกษาพื้นฐานมาก ในขณะที่มีนักเรียน นักศึกษาเรียนต่ออุดมศึกษาประมาณร้อยละ 25

ดร.วิโรจน์ บอกว่า ภาพรวม...รัฐให้เงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก เมื่อดูกลุ่มคนที่เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยซึ่งสัมพันธ์กับรายได้...พบว่า กลุ่มคนที่รวยหรือมีฐานะดีก็จะส่งลูกเรียนต่ออุดมศึกษา และได้ประโยชน์จากการที่รัฐอุดหนุน



"ขณะที่การเรียนต่อในระดับ ปวช. ปวส.จะเป็นในกลุ่มที่มีฐานะระดับกลางลงมา...เอื้อประโยชน์คนรวยมากกว่าคนจน"

ดร. วิโรจน์สรุปว่า ผลการศึกษานี้ชี้ว่าคนกลุ่มที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จาก การใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐอย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าระดับความเหลื่อมล้ำในกรณีนี้ไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นความเหลื่อมล้ำที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนาน

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ ทิ้งท้ายว่า

" ถ้าการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ แต่รัฐใช้จ่ายด้านการศึกษาเอื้อคนรวยมากกว่าคนจนมาตลอด ในระยะยาวจะส่งผลให้การกระจายรายได้ของประเทศเลวลง".

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น