นักวิจัยในอังกฤษศึกษาพบว่าวิถีชีวิตแบบนั่งๆนอนๆ ทำให้เด็กๆ มีความฟิตน้อยลง แม้ว่าจะไม่ได้มีร่างกายอ้วนจ้ำม่ำเลยก็ตาม...
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอสเส็กซ์ ได้ทดสอบระดับความฟิตของเด็กอายุ 10 ขวบ จำนวน 600 คน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระดับความอ้วนต่ำ พบว่าระดับความฟิตนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด สรุปได้ว่าโดยเฉลี่ยของเด็กอายุ 10 ขวบ เมื่อปี 2541 เอาชนะเด็กรุ่นหลัง ในปี 2551 ได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในการทดสอบความฟิต ที่ให้มีการวิ่งไปกลับในระยะ 20 เมตร
เหล่านักวิจัยกล่าวว่า การมุ่งประเด็นไปสนใจแต่เรื่องความอ้วนนั้นบดบังปัจจัยเสี่ยงสุขภาพด้านอื่นที่ทำให้ระดับความฟิตของร่างกายลดลง ที่จริงแล้วเด็กเหล่านี้มีการวัดน้ำหนักเป็นประจำในโรงเรียน อันเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของรัฐบาลที่จะต่อสู้ กับอัตราความอ้วนในเด็กที่เพิ่มขึ้น แต่นั่นไม่ได้ หมายถึงว่าเด็กจะมีความแข็งแรงตามมาด้วย
ดร.เกวิน แซนเดอร์คอค หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า "มาตรการต่อเรื่องความอ้วนเพียงอย่างเดียวไม่ เพียงพอที่จะเฝ้าระวังสุขภาพของเด็กในอนาคต เราจำเป็นต้องมีรูปแบบอื่นในการติดตามดูความแข็งแรงของเด็กด้วย เด็กรุ่นนี้ใช้เวลาหน้าจอมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม"
วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ครูเจี๊ยบครูอาสา เทพธิดาเด็กเร่ร่อน
ไม่ว่าจะผ่านวันครูไปกี่ปี..."ครูเจี๊ยบ" หรือ ครูวรัทยา จันทรัตน์ สังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา ก็ยังคงเป็นครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อนอย่างมุ่งมั่นไม่เสื่อมคลาย
5 ปีที่แล้ว ครูเจี๊ยบเป็นหนึ่งในครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ที่เข้ามาให้การช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการให้การศึกษาเพียงอย่างเดียว
หลายครั้งเธอ ยังมีโอกาสช่วยให้เด็กได้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะขบวนการค้ามนุษย์...แก๊งขอทาน รวมไปถึงไม่ให้เด็กก้าวพลาดเข้าไปในวังวนยาเสพติด
ครูเจี๊ยบ บอกว่า ครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน คือครูที่สอนหนังสือให้กับเด็กเร่ร่อนไร้ที่อยู่ เพื่อให้เด็กเร่ร่อนที่ถูกสังคมมองว่า ไร้ค่า ได้มีความหวัง มีกำลังใจ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับตนเอง
นั่นก็หมายความว่า ครูอาสาฯ จะต้องเสียสละแรงกายแรงใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประคับประคอง ดูแลจิตใจ ให้ความรักความอบอุ่น
" เด็กเร่ร่อนเป็นเด็กที่อยู่ชายขอบของสังคม" ครูเจี๊ยบ ว่า "พวกเขาเหล่านั้น ขาดโอกาสในด้านต่างๆ ขาดปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิต มีปัญหาจากความรุนแรงในครอบครัว ถูกใช้แรงงาน ครอบครัวยากจนอย่างมาก"
ย้อน อดีตไปก่อนหน้านี้ ครูเจี๊ยบทำงานด้านวิชาการ แล้วลาออกมาเรียนต่อปริญญาโท แต่พอได้ฟังจากวิทยุว่าเทศบาลรับสมัครครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ก็สนใจ
เหตุผลสำคัญ ครูเจี๊ยบ บอกว่า อยากช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้มีการศึกษา จะได้มีงานทำ หาเลี้ยงชีพได้
"เมื่อมีความรู้ มีงานทำ ก็มีเงิน...ไม่เป็นภาระของสังคม"
นอกจาก การสอนหนังสือให้เด็กอ่านออกเขียนได้แล้ว ครูเจี๊ยบของเด็กๆ ยังสอนทักษะชีวิต อาทิ ความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ ไม่ทอดทิ้งครอบครัว รวมทั้งสอนเรื่องการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัวให้เด็กอีกด้วย
"เด็กเหล่านี้ จะไม่ค่อยดูแลตนเอง เนื้อตัวดูมอมแมม เล็บยาว ผมยาว เสื้อผ้าสกปรก ทำให้ไม่กล้าเข้าใกล้"
สำคัญที่สุด...การสอนเรื่องทักษะการเอาตัวรอด
"เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยง ทั้งในเรื่องยาเสพติด แก๊งขอทาน แก๊งค้ามนุษย์ ก็จะสอนให้รู้เท่าทัน...ห่างไกลจากสิ่งไม่ดี"
นอกจาก นี้แล้ว ในฐานะเป็นครูยังสนับสนุน ผลักดันให้เด็กมีโอกาสเข้าไปเรียนในโรงเรียนเหมือนกับเด็กอื่นๆ...ส่งเสริม อาชีพ เพื่อให้นำไปประกอบวิชาชีพในอนาคต
"เด็กเร่ร่อนได้รับโอกาสเข้าไปศึกษาในโรงเรียน เด็กเหล่านี้จะตั้งใจเรียนมาก แม้บางคนต้องทำงานไปด้วย...
บางคนแม่ให้ไปขอทานเพื่อเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องขาดเรียนบ้าง แต่ก็หาทางช่วยเหลือ ให้ได้ทำงานและเรียนไปด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียน"

ผ่านมาถึงวันนี้สิ่งที่ครูเจี๊ยบภูมิใจในตัวลูกศิษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก เร่ร่อน ไม่ต่างกับได้เห็นสวนดอกไม้หลากสีสันที่ผลิดอกแข่งขันประชันความสวย เพราะได้เห็นเด็กๆในความดูแลเป็นคนดี รู้จักเสียสละ ช่วยเหลือกัน รู้จักแบ่งปันผู้อื่น
"นอกจากเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เขายังรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มองว่าตัวเองไร้ค่า นี่แหละคือผลสำเร็จที่ตั้งใจว่า...อยากให้เขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง"
ครู เจี๊ยบ บอกอีกว่า การทำงานของครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน นอกจากจะสอนหนังสือแล้ว ยังมีหน้าที่ประสานทางราชการช่วยเหลือให้เด็กมีสถานะบุคคล
"เด็ก เร่ร่อนส่วนใหญ่ไม่มีใบเกิด ก็ต้องสืบค้น ถ้าเด็กพอจะรู้บ้างว่ามีญาติอยู่ที่ไหนบ้าง ก็จะค้นข้อมูล สืบหา บางคนสืบค้นไปจนพบกับครอบครัว เด็กก็สามารถคืนสู่ครอบครัวได้"
หลาย คนอาจจะไม่รู้ว่า...การที่เด็กมีใบเกิดหรือมีบัตรประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการมีเลข 13 หลัก จะทำให้เขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆได้
ทั้งเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย
แม้ว่า ขั้นตอนการทำงาน การสืบค้นข้อมูลจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ...ใช้เวลานาน แต่เมื่อได้เห็นเด็กได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนอื่น หรือเด็กบางคนได้พบญาติพี่น้อง กลับคืนสู่ครอบครัว ไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป ก็เป็นความสุขที่มันอิ่มล้นอยู่ในใจ
ทว่า...การทำงานของครูเจี๊ยบ ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ใช่ว่าจะราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางปัญหาก็แก้ยาก...โดยเฉพาะความไม่เข้าใจของคนในสังคม
"โรงเรียนบางแห่งเมื่อนำเด็กเร่ร่อนไปเข้าโรงเรียน ก็จะถูกมองว่า ครูอาสาฯ นำปัญหาไปให้...เพราะยังมองว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กไม่ดี
บางคนมองเด็กด้วยความรังเกียจ ซึ่งเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจ จึงอยากให้สังคมให้โอกาสเด็กเร่ร่อนเหล่านี้"
ครู เจี๊ยบ ย้ำว่า หากพวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำหน้าที่ของครูอาสาจะสามารถช่วยลดปัญหาสังคมลงได้ส่วนหนึ่ง

ถ้าเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนครูอาสาฯ ให้มีศูนย์เรียนรู้ของเด็กเร่ร่อนในทุกแห่ง เพื่อให้เด็กเร่ร่อนได้มีโอกาสมาเรียนอย่างต่อเนื่อง
และที่ขาดไม่ได้คือ...การสนับสนุนด้านงบประมาณ
" ทั้งๆที่งานเหล่านี้มีส่วนช่วยในการลดปัญหาของสังคม ทำให้กลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง...เป็นคนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ แต่ปัจจุบันเทศบาลแต่ละแห่ง ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้น้อยเหลือเกิน"
ครูเจี๊ยบ ทิ้งท้าย
พลิกแฟ้มข้อมูลผลการศึกษา การกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร ระบุว่า การศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ของคน และรัฐสามารถใช้การขยายโอกาสด้านการศึกษาเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนใน ระยะยาวได้
ดร.วิโรจน์ บอกว่า ปัจจุบันการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษาในแต่ละปี ใช้งบประมาณจำนวนมาก...มากกว่างบด้านสาธารณสุขถึง 2 เท่า
" ที่ผ่านมารัฐก็ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับคนไทยมากขึ้น จากโครงการเรียนฟรีถึงมัธยมปลาย แต่มีคำถามว่า...การใช้จ่ายของรัฐด้านการศึกษากระจายไปยังกลุ่มคนฐานะต่างๆ อย่างไร
และ...คนจนได้ประโยชน์มากกว่าคนรวยจริงหรือไม่"
การ ศึกษาพบว่า การกระจายค่าหัวไปยังโรงเรียนต่างๆ แม้ดูเหมือนว่าค่าหัวจะเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ แต่ค่าหัวดังกล่าวไม่ได้รวมเงินเดือนและงบลงทุน
"ในทางปฏิบัติโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดใหญ่ มักจะได้งบเหล่านี้มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในที่ห่างไกล"
นอกจาก นี้ การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้รับการอุดหนุนจากงบของรัฐในอัตราที่สูงกว่า การศึกษาพื้นฐานมาก ในขณะที่มีนักเรียน นักศึกษาเรียนต่ออุดมศึกษาประมาณร้อยละ 25
ดร.วิโรจน์ บอกว่า ภาพรวม...รัฐให้เงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก เมื่อดูกลุ่มคนที่เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยซึ่งสัมพันธ์กับรายได้...พบว่า กลุ่มคนที่รวยหรือมีฐานะดีก็จะส่งลูกเรียนต่ออุดมศึกษา และได้ประโยชน์จากการที่รัฐอุดหนุน

"ขณะที่การเรียนต่อในระดับ ปวช. ปวส.จะเป็นในกลุ่มที่มีฐานะระดับกลางลงมา...เอื้อประโยชน์คนรวยมากกว่าคนจน"
ดร. วิโรจน์สรุปว่า ผลการศึกษานี้ชี้ว่าคนกลุ่มที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จาก การใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐอย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่าระดับความเหลื่อมล้ำในกรณีนี้ไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นความเหลื่อมล้ำที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนาน
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ ทิ้งท้ายว่า
" ถ้าการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ แต่รัฐใช้จ่ายด้านการศึกษาเอื้อคนรวยมากกว่าคนจนมาตลอด ในระยะยาวจะส่งผลให้การกระจายรายได้ของประเทศเลวลง".
5 ปีที่แล้ว ครูเจี๊ยบเป็นหนึ่งในครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ที่เข้ามาให้การช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการให้การศึกษาเพียงอย่างเดียว
หลายครั้งเธอ ยังมีโอกาสช่วยให้เด็กได้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะขบวนการค้ามนุษย์...แก๊งขอทาน รวมไปถึงไม่ให้เด็กก้าวพลาดเข้าไปในวังวนยาเสพติด
ครูเจี๊ยบ บอกว่า ครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน คือครูที่สอนหนังสือให้กับเด็กเร่ร่อนไร้ที่อยู่ เพื่อให้เด็กเร่ร่อนที่ถูกสังคมมองว่า ไร้ค่า ได้มีความหวัง มีกำลังใจ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับตนเอง
นั่นก็หมายความว่า ครูอาสาฯ จะต้องเสียสละแรงกายแรงใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประคับประคอง ดูแลจิตใจ ให้ความรักความอบอุ่น
" เด็กเร่ร่อนเป็นเด็กที่อยู่ชายขอบของสังคม" ครูเจี๊ยบ ว่า "พวกเขาเหล่านั้น ขาดโอกาสในด้านต่างๆ ขาดปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิต มีปัญหาจากความรุนแรงในครอบครัว ถูกใช้แรงงาน ครอบครัวยากจนอย่างมาก"
ย้อน อดีตไปก่อนหน้านี้ ครูเจี๊ยบทำงานด้านวิชาการ แล้วลาออกมาเรียนต่อปริญญาโท แต่พอได้ฟังจากวิทยุว่าเทศบาลรับสมัครครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ก็สนใจ
เหตุผลสำคัญ ครูเจี๊ยบ บอกว่า อยากช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้มีการศึกษา จะได้มีงานทำ หาเลี้ยงชีพได้
"เมื่อมีความรู้ มีงานทำ ก็มีเงิน...ไม่เป็นภาระของสังคม"
นอกจาก การสอนหนังสือให้เด็กอ่านออกเขียนได้แล้ว ครูเจี๊ยบของเด็กๆ ยังสอนทักษะชีวิต อาทิ ความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ ไม่ทอดทิ้งครอบครัว รวมทั้งสอนเรื่องการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัวให้เด็กอีกด้วย
"เด็กเหล่านี้ จะไม่ค่อยดูแลตนเอง เนื้อตัวดูมอมแมม เล็บยาว ผมยาว เสื้อผ้าสกปรก ทำให้ไม่กล้าเข้าใกล้"
สำคัญที่สุด...การสอนเรื่องทักษะการเอาตัวรอด
"เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยง ทั้งในเรื่องยาเสพติด แก๊งขอทาน แก๊งค้ามนุษย์ ก็จะสอนให้รู้เท่าทัน...ห่างไกลจากสิ่งไม่ดี"
นอกจาก นี้แล้ว ในฐานะเป็นครูยังสนับสนุน ผลักดันให้เด็กมีโอกาสเข้าไปเรียนในโรงเรียนเหมือนกับเด็กอื่นๆ...ส่งเสริม อาชีพ เพื่อให้นำไปประกอบวิชาชีพในอนาคต
"เด็กเร่ร่อนได้รับโอกาสเข้าไปศึกษาในโรงเรียน เด็กเหล่านี้จะตั้งใจเรียนมาก แม้บางคนต้องทำงานไปด้วย...
บางคนแม่ให้ไปขอทานเพื่อเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องขาดเรียนบ้าง แต่ก็หาทางช่วยเหลือ ให้ได้ทำงานและเรียนไปด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียน"
ผ่านมาถึงวันนี้สิ่งที่ครูเจี๊ยบภูมิใจในตัวลูกศิษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก เร่ร่อน ไม่ต่างกับได้เห็นสวนดอกไม้หลากสีสันที่ผลิดอกแข่งขันประชันความสวย เพราะได้เห็นเด็กๆในความดูแลเป็นคนดี รู้จักเสียสละ ช่วยเหลือกัน รู้จักแบ่งปันผู้อื่น
"นอกจากเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เขายังรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มองว่าตัวเองไร้ค่า นี่แหละคือผลสำเร็จที่ตั้งใจว่า...อยากให้เขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง"
ครู เจี๊ยบ บอกอีกว่า การทำงานของครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน นอกจากจะสอนหนังสือแล้ว ยังมีหน้าที่ประสานทางราชการช่วยเหลือให้เด็กมีสถานะบุคคล
"เด็ก เร่ร่อนส่วนใหญ่ไม่มีใบเกิด ก็ต้องสืบค้น ถ้าเด็กพอจะรู้บ้างว่ามีญาติอยู่ที่ไหนบ้าง ก็จะค้นข้อมูล สืบหา บางคนสืบค้นไปจนพบกับครอบครัว เด็กก็สามารถคืนสู่ครอบครัวได้"
หลาย คนอาจจะไม่รู้ว่า...การที่เด็กมีใบเกิดหรือมีบัตรประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการมีเลข 13 หลัก จะทำให้เขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆได้
ทั้งเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย
แม้ว่า ขั้นตอนการทำงาน การสืบค้นข้อมูลจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ...ใช้เวลานาน แต่เมื่อได้เห็นเด็กได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนอื่น หรือเด็กบางคนได้พบญาติพี่น้อง กลับคืนสู่ครอบครัว ไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป ก็เป็นความสุขที่มันอิ่มล้นอยู่ในใจ
ทว่า...การทำงานของครูเจี๊ยบ ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูอาสาสอนเด็กเร่ร่อน ใช่ว่าจะราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางปัญหาก็แก้ยาก...โดยเฉพาะความไม่เข้าใจของคนในสังคม
"โรงเรียนบางแห่งเมื่อนำเด็กเร่ร่อนไปเข้าโรงเรียน ก็จะถูกมองว่า ครูอาสาฯ นำปัญหาไปให้...เพราะยังมองว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กไม่ดี
บางคนมองเด็กด้วยความรังเกียจ ซึ่งเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจ จึงอยากให้สังคมให้โอกาสเด็กเร่ร่อนเหล่านี้"
ครู เจี๊ยบ ย้ำว่า หากพวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำหน้าที่ของครูอาสาจะสามารถช่วยลดปัญหาสังคมลงได้ส่วนหนึ่ง
ถ้าเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนครูอาสาฯ ให้มีศูนย์เรียนรู้ของเด็กเร่ร่อนในทุกแห่ง เพื่อให้เด็กเร่ร่อนได้มีโอกาสมาเรียนอย่างต่อเนื่อง
และที่ขาดไม่ได้คือ...การสนับสนุนด้านงบประมาณ
" ทั้งๆที่งานเหล่านี้มีส่วนช่วยในการลดปัญหาของสังคม ทำให้กลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง...เป็นคนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ แต่ปัจจุบันเทศบาลแต่ละแห่ง ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้น้อยเหลือเกิน"
ครูเจี๊ยบ ทิ้งท้าย
พลิกแฟ้มข้อมูลผลการศึกษา การกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร ระบุว่า การศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ของคน และรัฐสามารถใช้การขยายโอกาสด้านการศึกษาเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนใน ระยะยาวได้
ดร.วิโรจน์ บอกว่า ปัจจุบันการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษาในแต่ละปี ใช้งบประมาณจำนวนมาก...มากกว่างบด้านสาธารณสุขถึง 2 เท่า
" ที่ผ่านมารัฐก็ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับคนไทยมากขึ้น จากโครงการเรียนฟรีถึงมัธยมปลาย แต่มีคำถามว่า...การใช้จ่ายของรัฐด้านการศึกษากระจายไปยังกลุ่มคนฐานะต่างๆ อย่างไร
และ...คนจนได้ประโยชน์มากกว่าคนรวยจริงหรือไม่"
การ ศึกษาพบว่า การกระจายค่าหัวไปยังโรงเรียนต่างๆ แม้ดูเหมือนว่าค่าหัวจะเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ แต่ค่าหัวดังกล่าวไม่ได้รวมเงินเดือนและงบลงทุน
"ในทางปฏิบัติโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดใหญ่ มักจะได้งบเหล่านี้มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในที่ห่างไกล"
นอกจาก นี้ การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้รับการอุดหนุนจากงบของรัฐในอัตราที่สูงกว่า การศึกษาพื้นฐานมาก ในขณะที่มีนักเรียน นักศึกษาเรียนต่ออุดมศึกษาประมาณร้อยละ 25
ดร.วิโรจน์ บอกว่า ภาพรวม...รัฐให้เงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก เมื่อดูกลุ่มคนที่เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยซึ่งสัมพันธ์กับรายได้...พบว่า กลุ่มคนที่รวยหรือมีฐานะดีก็จะส่งลูกเรียนต่ออุดมศึกษา และได้ประโยชน์จากการที่รัฐอุดหนุน
"ขณะที่การเรียนต่อในระดับ ปวช. ปวส.จะเป็นในกลุ่มที่มีฐานะระดับกลางลงมา...เอื้อประโยชน์คนรวยมากกว่าคนจน"
ดร. วิโรจน์สรุปว่า ผลการศึกษานี้ชี้ว่าคนกลุ่มที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จาก การใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐอย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่าระดับความเหลื่อมล้ำในกรณีนี้ไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นความเหลื่อมล้ำที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนาน
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ ทิ้งท้ายว่า
" ถ้าการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ แต่รัฐใช้จ่ายด้านการศึกษาเอื้อคนรวยมากกว่าคนจนมาตลอด ในระยะยาวจะส่งผลให้การกระจายรายได้ของประเทศเลวลง".
อินเทลเฟ้นหาเด็กอัจฉริยะกระตุ้นใช้ไอที
จัดกิจกรรม ค้นหาอัจฉริยะไอที ระดับจังหวัด หวังเข้าแข่งขันในระดับประเทศ พร้อมเดินสายให้ความรู้ กระตุ้นการใช้เทคโนโลยีไอทีให้เกิดประโยชน์...
นายสนธิญา หนูจีนเส้ง ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจัดกิจกรรมค้นหาอัจฉริยะไอที เพื่อเฟ้นหาเด็กอัจฉริยะด้านไอทีทั่วประเทศ ในเพื่อแข่งขันทักษะการใช้ไอทีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น พร้อมจัดกิจกรรม โรดโชว์ไอที ช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด รวมถึงช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เปิดโลกการเรียนรู้ของนักเรียน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงโลกของข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการติดต่อทางธุรกิจ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทยในระยะยาวได้
ผจก.ฝ่ายขาย บ. อินเทล กล่าวต่อว่า กิจกรรมดังกล่าว ให้ความรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน อาทิ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับไอที ขั้นกลาง การใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูลและขั้นสูง การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ และการติดตั้งซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการ บูรณาการไอทีเข้ากับสาระวิชาในห้องเรียน และนอกห้องเรียน โดยครูและนักเรียนในโรงเรียนเจ้าภาพ และโรงเรียนในท้องถิ่นใกล้เคียงสามารถร่วมแข่งขัน ชมนิทรรศการ และเข้าร่วมการอบรมและสัมนาได้
“กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อคนไทย โดยบริษัทร่วมกับพันธมิตรในวงการไอที คิดค้นขึ้นเพื่อนำเสนอชุดคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในรุ่น และราคาที่หลากหลาย โดยมุ่งหวังให้ครอบครัวไทยเข้าถึงคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงยังได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ ไอที (My Family PC Days) เดินสายให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีแก่เด็กนักเรียน และครู เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้ให้เป็นประโยชน์” นายสนธิญา กล่าว
นายสนธิญา หนูจีนเส้ง ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจัดกิจกรรมค้นหาอัจฉริยะไอที เพื่อเฟ้นหาเด็กอัจฉริยะด้านไอทีทั่วประเทศ ในเพื่อแข่งขันทักษะการใช้ไอทีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น พร้อมจัดกิจกรรม โรดโชว์ไอที ช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด รวมถึงช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เปิดโลกการเรียนรู้ของนักเรียน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงโลกของข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการติดต่อทางธุรกิจ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทยในระยะยาวได้
ผจก.ฝ่ายขาย บ. อินเทล กล่าวต่อว่า กิจกรรมดังกล่าว ให้ความรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน อาทิ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับไอที ขั้นกลาง การใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูลและขั้นสูง การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ และการติดตั้งซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการ บูรณาการไอทีเข้ากับสาระวิชาในห้องเรียน และนอกห้องเรียน โดยครูและนักเรียนในโรงเรียนเจ้าภาพ และโรงเรียนในท้องถิ่นใกล้เคียงสามารถร่วมแข่งขัน ชมนิทรรศการ และเข้าร่วมการอบรมและสัมนาได้
“กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อคนไทย โดยบริษัทร่วมกับพันธมิตรในวงการไอที คิดค้นขึ้นเพื่อนำเสนอชุดคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในรุ่น และราคาที่หลากหลาย โดยมุ่งหวังให้ครอบครัวไทยเข้าถึงคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงยังได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ ไอที (My Family PC Days) เดินสายให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีแก่เด็กนักเรียน และครู เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้ให้เป็นประโยชน์” นายสนธิญา กล่าว
เซลล์สมองกระจกเงา
เคยสังเกตไหมครับว่าเวลาที่เราเห็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ นั่งไขว่ห้าง หรือกอดอกแล้วทำไมเราถึงมีแนวโน้มทำตาม มันเป็นพฤติกรรมที่เกิดการเลียนแบบโดยไม่รู้ตัวหรือเป็นพฤติกรรมติดต่อ แม้แต่พฤติกรรมของเด็กอนุบาลที่ชอบทำท่าเลียนแบบ อุลตราแมน ไรเดอร์ ที่เขาเห็นจากทีวีหรือวิดีโอซีดี พฤติกรรมเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าในสังคมมนุษย์ มีการพยายามเลียนแบบเพื่อเหตุผลบางอย่างที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งนั่นคือที่มาของการค้นหาความจริงกับ “ทฤษฏีเซลล์กระจกเงา” ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาพฤติกรรมของเด็กๆ รวมไปถึงการแก้ไขอาการอัมพาตครึ่งซีก และบำบัดอาการออทิสติก
อะไรคือเซลล์กระจกเงา
เมื่อไม่นานนี้ นักวิทยาศาสตร์ในอิตาลี (Giacomo Rizzolatti and Laila Craighero) ซึ่งทำงานอยู่ มหาวิทยาลัยปาร์มา ในประเทศอิตาลี ได้ศึกษาวิจัยเรื่องของเซลล์สมองกระจกเงา (The Mirror-Neuron System) ลงเผยแพร่ในวารสารทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ค้นพบว่าในสมองของมนุษย์เรานั้นมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “Mirror Neuron” หรือ “เซลล์สมองกระจกเงา” ซึ่งเป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ต่างๆของมนุษย์ เช่นการตอบสนองต่อการมองเห็น การได้ยิน การได้เห็นภาพ และการได้กลิ่น ตัวกระตุ้นที่เรารับผ่านประสาทสัมผัสเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ โดยเฉพาะผ่านการกระทำของผู้อื่น ถ้าเราต้องการที่จะอยู่รอด เราต้องเข้าใจการกระทำของคนอื่น ถ้าปราศจากสิ่งนี้ ก็ไม่มีสังคมมนุษย์ มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น คือสามารถเรียนรู้จากการสังเกต และเลียนแบบผู้อื่นซึ่งเราสามารถอธิบายจากทฤษฏีเซลล์กระจกเงา
การศึกษาวิจัยครั้งแรกได้ทำการศึกษาในลิง ต่อไปจึงทำการศึกษาในคน ได้ข้อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์กระจกเงา และภาษา จากการทดลองในลิงพบว่าเซลล์สมองเฉพาะบางส่วนจะถูกกระตุ้นเมื่อลิงใช้มือเคลื่อนไหว เช่นหยิบจับสิ่งของ และเซลล์ก็ถูกกระตุ้นเช่นเดียวกันเมื่อมันเห็นลิงตัวอื่นใช้มือเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน
สมมุติฐานนี้เรียกเซลล์เหล่านี้ว่า เซลล์กระจกเงา (mirror neurons) นั่นคือมันสะท้อนการเคลื่อนไหวและการทำงานของคนอื่น นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันกลไกของเซลล์กระจกเงาแบบเดียวกันในมนุษย์ โดยมีการใช้เครื่องตรวจสนามแม่เหล็กหรือที่เรียกกันว่า MRI. เพื่อศึกษาตำแหน่งของสมองที่ถูกกระตุ้นเมื่อได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของผู้อื่นเช่น ปาก มือ เท้า ก็พบว่าบริเวณของสมองที่เรียกว่าพรีมอเตอร์ คอร์เทค (premotor cortex) จะถูกกระตุ้นตามตำแหน่งของกล้ามเนื้อนั้น การพบครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวในการค้นคว้าวิจัยบทบาทของเซลล์ชนิดนี้ทั้งในแวดวงวิทยาศาสตร์ การแพทย์ จิตวิทยาและสังคมวิทยา เป็นอย่างมากครับ รวมทั้งส่งผลให้เกิดความรู้รุ่นใหม่ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองของมนุษย์อย่างมากมาย ทฤษฎีเซลล์กระจกเงาในระยะเริ่มแรกถูกนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องการพัฒนาเด็ก เพราะสมองของเด็กนั้นมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้เด็กเห็นและทำให้เด็กเกิดการลอกเลียนแบบ นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ในการขัดเกลาคนในสังคม ขณะเดียวกันการพยายามที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นยังมีส่วนนำมาพัฒนาควบคู่กับการเข้าถึงภาวะจิตใจของผู้อื่นอีกด้วย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบุคลิกภาพของมนุษย์
นอกเหนือจากการนำไปใช้พัฒนาเด็กแล้วในปัจจุบันทฤษฎีเซลล์กระจกเงายังถูกนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้อีกด้วย เช่น อัมพาตครึ่งซีก และโรคออทิสติก มีการนำทฤษฏีเซลล์กระจกเงามาใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตโดยทำควบคู่ไปกับการฝึกกายภาพบำบัดซึ่งแนวทางในการใช้ก็คือพยายามควบคุมบริเวณที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น จากการเลียนแบบหรือเกิดจากการจินตนาการ
การสื่อสารที่ผิดธรรมชาติ
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเซลล์สมอง กระจกเงาอาจนำมาใช้อธิบายว่าทำไมเด็กเล็ก 1-2 ขวบที่ดูทีวี วิดีโอซีดี มากๆ เช่น 8 ชั่วโมง/วัน จึงมีผลต่อพัฒนาการทางภาษา และสังคม พูดช้า มีภาษาแปลกๆ ไม่ค่อยทำตามสั่ง เป็นไปได้หรือไม่ครับว่าเซลล์กระจกเงาในสมอง ถูกกระตุ้นจากการเคลื่อนไหวหรือการสื่อสารที่ผิดธรรมชาติ เช่นการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน หรือหุ่นร่วมกับถูกกระตุ้นด้วยการสื่อสารทางเดียว คือไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองเด็ก และแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน เรื่องที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เด็กป่า (Farewell child) คือเด็กเล็กที่พลัดหลงเข้าไปใช้ชีวิตกับฝูงสัตว์ในป่า เช่นลิง สุนัขป่า ในหลายๆ ประเทศมักจะพบเหมือนกันว่า เมื่อเด็กได้รับการช่วยเหลือออกมาภายหลัง เด็กกลุ่มนี้มักจะพูดไม่ได้ มีพัฒนาการทางภาษา และสังคมล่าช้า ส่งเสียงร้อง และมีท่าทางคล้ายสัตว์ป่าที่เด็กได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่าเซลล์สมองกระจกเงาของเด็กเหล่านี้ ถูกกระตุ้นด้วยการสื่อสาร และพฤติกรรมของสัตว์ป่า ภาพและพฤติกรรมของสัตว์ป่าหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมอง และเด็กก็แสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน จนเกิดเป็นความผิดปกติขึ้นนั่นเองครับ
พ่อแม่คือกระจกเงาของลูก
นอกจากนี้อาจนำใช้สำหรับการอบรมเลี้ยงดูลูก ดังที่ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเคยกล่าวไว้ว่า "พ่อแม่ คือกระจกเงาของลูก" ถ้าพ่อแม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย ไม่มีเหตุผล ภาพหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองลูก และแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน และอาจใช้อธิบายว่าครูมีความสำคัญมากเพียงไรต่อสังคมและระบบการศึกษา เพราะครู คือกระจกเงาการเรียนรู้ และการสอนของลูกหลานที่เรารัก ถ้าครูเป็นคนใฝ่รู้ ชอบที่เรียนรู้อย่างมีความสุข และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ชอบค้นคว้า ชอบอ่านหนังสือ ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองเด็ก แต่ครูมีลักษณะตรงกันข้าม ไม่มีจิตวิญญาณครู ไม่มีเหตุผล ประพฤติตนไม่เหมาะสม ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองเด็ก และแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน
ผียันใช้เด็กบู๊เรือใบตัดเชือกคาร์ลิงคัพ
“ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันจะส่งนักเตะดาวรุ่งทำศึกคาร์ลิงคัพ รอบตัดเชือก กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้
เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ส่งนักเตะดาวรุ่งอย่าง แดนนี เวลเบค, เฟเดอริโก มาเคดา, กาเบรียล โอแบร์กต็อง, ดาร์รอน กิบสัน ฯลฯ ลงทำศึกคาร์ลิงคัพมาตลอด และนัดล่าสุดสามารถเอาชนะสเปอร์สมาได้ 2-0 ในรอบ 8 ทีม ทำให้พวกเขาต้องโคจรมาพบกับแมนฯซิตี้ ทีมคู่ปรับร่วมเมืองในรอบตัดเชือกที่ต้องเตะเหย้าเยือน โดยที่แมนฯซิตี้ไม่เคยได้แชมป์รายการใดมาตั้งแต่ปี 1976 กองเชียร์แมนฯยูไม่ต้องการเห็นคู่แข่งประสบความสำเร็จ และคิดว่า เฟอร์กี้จะปรับเปลี่ยนผู้เล่นส่งตัวหลักลงดวลกับแมนฯซิตี้
อย่างไรก็ดีไมค์ ฟีแลน ผู้ช่วยของเฟอร์กี้ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนนโยบายส่งเด็กทำศึกรายการนี้เด็ดขาด “เราจะใช้ดาวรุ่งเหมือนรอบที่ผ่านๆมา ทุกนัดที่ลงสนามไม่ว่าจะใช้ผู้เล่นชุดไหนเราหวังชัยชนะอยู่แล้ว แต่นี่คือนโยบายของเราที่ต้องการสั่งสมประสบการณ์ให้นักเตะเหล่านี้ในคาร์ลิงคัพ
ทางด้านคาร์ลอส เตเบซ ดาวยิงอาร์เจนตินาที่ย้ายจากแมนฯยูมาอยู่กับแมนฯซิตี้ในฤดูกาลนี้เผยว่า เขายังรู้สึกเจ็บปวดไม่หายที่ถูกแฟนปิศาจแดงรุมโห่ในเกมพรีเมียร์ลีกที่แมนฯยูชนะหวุดหวิด 4-3 “พวกเขาไม่ควรทำแบบนี้กับผม เพราะช่วงที่อยู่กับแมนฯยูผมทุ่มเทเต็มร้อยทำเพื่อทีมมาตลอด แต่ปัญหาก็คือ สโมสรไม่เห็นค่า หลังจบแชมเปียนส์ลีกนัดชิงกับบาร์ซา นั่นคือวันสุดท้ายของผมกับแมนฯยู เฟอร์กี้ พยายามกล่อมให้ผมเซ็นสัญญา แต่ผมตัดสินใจไว้แล้วว่าคงต้องอำลาทีมไป ผมดีใจที่จะได้ดวลกับแมนฯยูในคาร์ลิงคัพเพราะมีเพื่อนๆอยู่ที่นั่นมากมาย ผมต้องการเอาชนะเพื่อเข้ารอบชิงให้ได้ แต่ก็ยังให้เกียรติแมนฯยูเสมอ ถ้าผมทำประตูได้จะไม่แสดงอาการดีใจออกมาอย่างแน่นอน”
เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ส่งนักเตะดาวรุ่งอย่าง แดนนี เวลเบค, เฟเดอริโก มาเคดา, กาเบรียล โอแบร์กต็อง, ดาร์รอน กิบสัน ฯลฯ ลงทำศึกคาร์ลิงคัพมาตลอด และนัดล่าสุดสามารถเอาชนะสเปอร์สมาได้ 2-0 ในรอบ 8 ทีม ทำให้พวกเขาต้องโคจรมาพบกับแมนฯซิตี้ ทีมคู่ปรับร่วมเมืองในรอบตัดเชือกที่ต้องเตะเหย้าเยือน โดยที่แมนฯซิตี้ไม่เคยได้แชมป์รายการใดมาตั้งแต่ปี 1976 กองเชียร์แมนฯยูไม่ต้องการเห็นคู่แข่งประสบความสำเร็จ และคิดว่า เฟอร์กี้จะปรับเปลี่ยนผู้เล่นส่งตัวหลักลงดวลกับแมนฯซิตี้
อย่างไรก็ดีไมค์ ฟีแลน ผู้ช่วยของเฟอร์กี้ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนนโยบายส่งเด็กทำศึกรายการนี้เด็ดขาด “เราจะใช้ดาวรุ่งเหมือนรอบที่ผ่านๆมา ทุกนัดที่ลงสนามไม่ว่าจะใช้ผู้เล่นชุดไหนเราหวังชัยชนะอยู่แล้ว แต่นี่คือนโยบายของเราที่ต้องการสั่งสมประสบการณ์ให้นักเตะเหล่านี้ในคาร์ลิงคัพ
ทางด้านคาร์ลอส เตเบซ ดาวยิงอาร์เจนตินาที่ย้ายจากแมนฯยูมาอยู่กับแมนฯซิตี้ในฤดูกาลนี้เผยว่า เขายังรู้สึกเจ็บปวดไม่หายที่ถูกแฟนปิศาจแดงรุมโห่ในเกมพรีเมียร์ลีกที่แมนฯยูชนะหวุดหวิด 4-3 “พวกเขาไม่ควรทำแบบนี้กับผม เพราะช่วงที่อยู่กับแมนฯยูผมทุ่มเทเต็มร้อยทำเพื่อทีมมาตลอด แต่ปัญหาก็คือ สโมสรไม่เห็นค่า หลังจบแชมเปียนส์ลีกนัดชิงกับบาร์ซา นั่นคือวันสุดท้ายของผมกับแมนฯยู เฟอร์กี้ พยายามกล่อมให้ผมเซ็นสัญญา แต่ผมตัดสินใจไว้แล้วว่าคงต้องอำลาทีมไป ผมดีใจที่จะได้ดวลกับแมนฯยูในคาร์ลิงคัพเพราะมีเพื่อนๆอยู่ที่นั่นมากมาย ผมต้องการเอาชนะเพื่อเข้ารอบชิงให้ได้ แต่ก็ยังให้เกียรติแมนฯยูเสมอ ถ้าผมทำประตูได้จะไม่แสดงอาการดีใจออกมาอย่างแน่นอน”
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)